สารคดี 5 นาที นำเสนอเมื่อครั้งเป็นนักเรียนโรงเรียนนายอำเภอ

สารคดี 5 นาที                                                                                                                                

                    กราบเรียนท่านผู้อำนวยการโรงเรียนข้าราชการฝ่ายปกครอง  ท่านวิทยากรทุกท่าน สวัสดีเพื่อน ๆ
นักศึกษาหลักสูตร นายอำเภอรุ่นที่ 63
  ที่รักและเคารพยิ่ง วันนี้ข้าพเจ้านายเนตรสุเทพ  สุ่มมาตย์ ปลัดอำเภอ
หัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครอง อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม  กป. 1 จะมาพูดสารคดี 5
นาที ให้ทุกท่านฟัง วันนี้เสนอเรื่อง อบายมุขและวัฒนมุข
                                              

                    เช้าวันนี้ทุกท่านล้างหน้าล้างปากมาหรือยัง คาดว่าคงล้างกันมาแล้วทุกคน
แต่ว่าท่านใช้อะไรล้าง มีคำกล่าวของพระภิกษุท่านใดไม่ทราบ จำไม่ได้แล้ว กล่าวไว้ว่า  " เอารอยยิ้มมาล้างใบหน้า  เอามธุรสวาจามาล้างปาก   เอาความยากลำบากมาล้างความยากจน   เอากิเลศคนหลายคนมาล้างกิเเลศเรา  เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาถือปฏิบัติ "      ต้องขออภัยเพื่อนอิสลามด้วยที่พูดเรื่องศาสดาของชาวพุทธ
แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่บนหลักเหตุผลตั้งแต่เกิดจนตาย  พวกเราเคยได้ยินคำว่าอบายมุขมาแล้ว  แต่มีน้อยคนที่จะเคยได้ยินคำว่า วัฒนมุข
                    

                    อบายมุข ในเชิงวิเคราะห์ ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในเรื่องศีลธรรมนั้นเอง  ถ้าให้ถามว่า อบายมุขคืออะไร 
ท่านตอบได้ทุกคนเพราะเรียนรู้จากหนังสือกันมาตั้งแต่ชั้นประถม
ว่าอบายมุขคือทางแห่งความเสื่อม แต่ขณะนี้มีกี่ท่านที่จะสามารถตอบได้ว่า อบายมุขมีกี่ประการประการ
   อบายมุข มี 6 ประการ คือ   1.
ดื่มน้ำเมาเมา   2.
เที่ยวกลางคืนคืน  3. ดูกการเล่น   4. เล่นการพนัน    5.
คบคนชั่วเป็นมิตร    6.
เกียจคร้านการงาน                                                                                                                                                                        

                    อบายมุขทั้ง
6 ประการนี้ ตัวสำคัญที่สุดคือตัวแรก  คือ
ดื่มน้ำเมา  อยู่ในศีลข้อที่ 5 สุราเมรัย…ตัวนี้ใครเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะทำให้ขาดสติ  ไม่มีสมาธิ 
และขาดปัญญา  ตัวที่สอง คือ
เที่ยวกลางคือ จริง ๆ แล้วคือทั้งกินทั้งเที่ยว  อยู่ในศีลข้อที่ 6 วิกาลโภชนา ซึ่งต่อเนื่องไปถึงตัวที่สาม  คือ 
ดูการเล่น อยู่ในศีลข้อที่ 7 
นัจคีตะวาทิตะ      วิสูกะทัศนะ มาลาคันธะวิเลปะนะ ธารณมันทณะ วิภูษะนัตถานา
อบายมุขสามตัวแรกมักจะเกิดตั้งแต่เวลาเย็นเรื่อยไปจนกลางคืน เพราะอะไรหรือก็คงจะเป็นเพราะว่า
การดื่มน้ำเมามันร้อน ต้องกินตอนบ่ายตอนเย็น กินแล้วเลิกยากลากยาวไปจนกลางคืน
กินแล้วต้องเที่ยวมันเป็นของคู่กัน เที่ยวอะไรหรือ  ถ้าเที่ยวผู้หญิงก็เข้าศีลข้อ 3 ถ้าดูการเล่น
ดูโขนดูหนัง ดูฟ้อนรำ ต้องแต่งตัวให้ดูดี ชโลมน้ำหอม สวมเครื่องประดับก็เข้าศีลข้อที่
7  
อบายมุขสามตัวหลังก็ต่อเนื่องมาจากสามตัวแรก
อบายมุขตัวที่สี่ คือ เล่นการพนัน เมื่อดูการเล่นแล้ว
บางการเล่นจะพ่วงการพนันเข้ามาด้วยเพราะต้องแย่งต้องแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน อบายมุขตัวที่ห้า
คือ คบคนชั่วเป็นมิตร การดูการเล่นและเล่นการพนันนั้นต้องดูต้องเล่นกันหลายคน คนที่ร่วมกันดูร่วมกันเล่นนั้นเป็นคนชั่วทั้งนั้น  ท่านพระพุทธทาสภิกขุ บอกไว้ในมงคล 38 ประการว่า
มลคลอันแรกคือ อเสวนาจะพาลานัง คือ
อย่าไปคบคนชั่วเป็นมิตรซึ่งตรงข้ามกับมงคลอันที่สอง คือ บัณฑิตตานันจะเสวนา คือ  ให้คบคนดีเป็นมิตร
ซึ่งจะทำให้เกิดมงคลอันที่สามคือ บูชาคนที่ควรบูชา      การดื่มน้ำเมา  การเที่ยวกลางคืน การดูการเล่น การเล่นการพนัน
การคบคนชั่วเป็นมิตร น่าจะใช้เวลามาเกือบตลอดคืน 
หรืออาจจะถึงเช้า ทำให้เกิดความเกียจคร้านการงาน คือ อบายมุขตัวสุดท้าย เท่านี้ยังไม่พอ
อบายมุขมันเป็นวัฏฐจักร เมื่อเกิดความเกียจคร้านแล้ว มันก็ทำให้จน เครียด
และกลับไปกินเหล้า คราวนี้ตั้งแต่เช้าเลย 
นี่แหละถึงบอกว่าอบายมุขมันเป็นทางแห่งความเสื่อม  ทุกคนควรจะหลีกเลี่ยงให้พ้น                                           

                    คราวนี้มาพูดเรื่องวัฒนมุข
คือ ทางแห่งความเจริญรุ่งเรื่อง ซึ่งตรงข้ามกับ อบายมุข  วัฒนมุขก็มี 6 ประการคือคือ  1.
ไม่มีโรค   2.
จัดระเบียบชีวิตดี  3.
มีความมุ่งมั่น        4. ทัศนะสิ่งใดก็ให้เกิดปัญญา    5.
ทำสิ่งใดก็ให้คนชื่นชม     6. ขยันหมั่นเพียร                                                                                

                    อโรคยา
ปรมาลาภา คือ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นวัฒนมุขประการที่ หนึ่ง
ความไม่มีโรคก็ต้องกินดีอยู่ดี กินผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง
เมื่อกินดีแล้วต้องถ่ายดีด้วย คือ ถ่ายเป็นเวลา เป็นปกติ และต้องนอนดีตามนิเวศน์วิทยา  การจัดระเบียบชีวิตที่ดีก็จะทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย
เป็นไปตามกติกาของสังคม เช่น คนที่เจริญทางวัฒนธรรมจะมีการเข้าคิว
ใครมาก่อนได้รับบริการก่อน ไม่มีคนใช้อภิสิทธิ์  มีความมุ่งมั่น วัฒนมุขข้อนี้ดูได้จาก ยันต์กันท้อของพระพยอม
กัลยาโน ซึ่งกล่าวไว้ว่า คนเราทำอะไรใจอย่าท้อ  ถ้าท้อก็อย่าถอย ถ้าถอยก็อย่าถอน
ถ้าถอนก็ปักหลักสู้ใหม่ ทำบ่อย ๆ ก็จะพบกับความสำเร็จ
ส่วนการทัศนะสิ่งใดก็ให้เกิดปัญญานั้น ดูตัวอย่างจากนักวิทยาศาสตร์หลาย ๆ ท่าน
ซึ่งใช้จินตนาการสร้างทฤษฏี มองสิ่งที่มองไม่เห็นทำให้เกิดประโยชน์กับมนุษยชาติได้
เรียกว่า จินตะ มะยะ ปัญญา  สำหรับการทำสิ่งใดก็ให้คนชื่นชมนั้น
ก็เป็นความดีของคนนั้นเอง และสุดท้ายของวัฒนมุขข้อที่ 6
ก็คือสิ่งตรงข้ามกับอบายมุขข้อที่ 6 คือ ขยันหมั่นเพียร  พระพยอม กัลยาโน เป็น พรีเซ็นเตอร์ของน้ำมันเครื่องเดโลได้ให้คำกลอนในเรื่องนี้ไว้ว่า
ขยันให้เหงื่อออกตามขุมขน ดีกว่าขี้เกียจแล้วยากจน จนน้ำล้นออกทางตา  พูดเท่านี้พระพยอม ได้ค่าจ้างเป็นหลักล้านบาท                                       

                     สรุปในเช้าวันนี้ทุกท่านได้รู้จักกับอบายมุขและวัฒนมุข
ซึ่งข้าพเจ้าได้วิเคราะห์ด้วยตัวเอง เท่าที่หัวสมองจะทำได้
และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นักศึกษา ส่วนใครจะนำไปปฏิบัติหรือไม่นั้นแล้วแต่ท่านจะ
พิจารณาเอง เพราะศาสนาพุทธไม่ได้บังคับคน พวกเราขอศีลจากพระภิกษุ
พระท่านก็ให้  บทลงท้ายที่พระท่านบอกกับพวกเราคือ
ศีเลนะ สุขะติง ยันติ   ศีเลนะ โภคสัมปทา  ศีเลนะนิพปุติง ยันติ  หมายความว่า ถือศีลแล้วจะมีความสุข
มีโภคทรัพย์และถึงนิพพานได้ มีความสบายใจ การถือศีลปฏิบัติธรรมจึงมีผลดีดังนี้แล                          

About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน สุขภาพและความสุขสมบูรณ์ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s