สงคราม

ตอนที่  53

ศรีปราชญ์

                               

                                พระบรมราชา แต่งวรรณกรรมที่สำคัญคือ
กำสรวลสมุทร หรือ กำสรวลศรีปราชญ์
ในระหว่างเสด็จประพาสจากอยุธยาไปปากน้ำ แสดงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอยุธยา

                                โคลงกำสรวงสมุทร
หรือที่รู้จักกันในชื่อกำสรวลศรีปราชญ์นี้ หลายคนเข้าใจว่าแต่งขึ้นในสมัยพระนารายณ์
ซึ่งมีนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่คือศรีปราชญ์เป็นยอดปรมาจารย์ในสมัยนั้น

                                นักประวัติศาสตร์หลายท่านเห็นว่าไม่มีศรีปราชญ์ในประวัติศาสตร์ไทย
จึงขอคั่นจังหวะตอนนี้มาวิเคราะห์เรื่องศรีปราชญ์กันก่อน

                                เดิมเชื่อกันว่าผู้แต่งโคลงกำสรวลนี้คือศรีปราชญ์ในสมัยพระนารายณ์   คร่ำครวญถึงคนรัก เมื่อครั้งถูกเนรเทศไปนครศรีธรรมราช

                                พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์)
แต่งตำนานศรีปราชญ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่า
มีกวีที่ชื่อ
ศรีปราชญ์ ในสมัยพระนารายณ์  เป็นบุตรพระโหราธิบดี
มีปฏิภาณไหวพริบดี สามารถต่อโคลงสดโต้ตอบคนได้ทันที บิดาจึงถวายตัวเข้าวัง  เคยต้องพระราชอาญาถูกลงโทษให้ขุดดินโกยเลน พระสนมและคนใช้นางในพากันมาหัวเราะเยาะเย้ย  ศรีปราชญ์ จึงเอาโคลนสาดใส่พระสนม ส่งผลให้ศรีปราชญ์ถูกคุมตัวไปพิพากษา
และถูกเนรเทศไปนครศรีธรรมราช
  ต่อมาถูกเจ้าเมืองสั่งประหารชีวิตจึงเขียนโคลงแช่งเอาไว้ว่า
ดาบนี้คืนสนอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราทราบกันโดยทั่วไปแล้ว

                                นักวรรณคดีรุ่นหลังมีความเห็นว่าศรีปราชญ์ในตำนานไม่ใช่ผู้แต่งกำสรวลศรีปราชญ์
โดยมีเหตุผลคือ
ภาษาในโคลงกำสรวลเป็นภาษาเก่ากว่าสมัยพระนารายณ์ เมื่อพิจารณาดูจะเห็นว่าใกล้เคียงกับ
ลิลิตยวนพ่าย ที่แต่งในสมัยพระบรมไตรโลกนาถมากกว่า
   ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ที่กล่าวถึงในโคลง ก็เป็นตำแหน่งสนมเอกของพระเจ้าแผ่นดิน
แม้ศรีปราชญ์จะถูกกล่าวหาว่ามีชู้กับพระสนม แต่ไม่น่าจะกล้าเอ่ยชื่อตรงๆในโคลงที่ตนแต่ง
 การรำพันถึงก็เป็นไปอย่างเปิดเผยเหมือนสามีภรรยามากกว่า
และใช้คำราชาศัพท์หลายคำ  ผู้แต่งน่าจะเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งมากกว่า
  การเดินทางในโคลงไม่เหมือนการถูกเนรเทศ
เพราะตอนลงเรือมีมีผู้หญิงมาส่งผู้แต่งมากมาย  อีกทั้งยังเรียกมาสั่งเสียความได้อีก ไม่เหมือนคนถูกลงโทษเนรเทศ
 จึงน่าจะเป็นคนในราชวงศ์มากกว่า
  ในการพรรณนาเส้นทางที่ขบวนเรือแล่นผ่านนั้น
เรือไม่ได้แล่นผ่านคลองที่ขุดลัดเชื่อมคลองบางกอกน้อยกับคลองบางกอกใหญ่ ( ซึ่งขุดเมื่อปี
พ.ศ. 2085 ในสมัยพระไชยราชา ) ถ้าการถูกเนรเทศและการเดินทางเกิดขึ้นในสมัยพระนารายณ์ก็ไม่จำเป็นต้องอ้อมไกลเช่นนี้
น่าจะไปทางลัดมากกว่า

                                อีกอย่างหนึ่งนั้น ทรงผมที่บรรยายในโคลงเป็นผมยาวเกล้าเป็นมวยซึ่งเป็นทรงผมของสตรีในสมัยอยุธยาตอนต้น
ต่างกับสมัยพระนารายณ์ที่ไว้ผมทรงสั้นกว่า

มีเรื่องที่เกี่ยวกับตำนานศรีปราชญ์กับการบังคับใช้กฎหมายจราจรในสมัยอยุธยา
เอามาเล่าในที่นี้ ดังนี้

                                ศรีปราชญ์กระทำผิด โดยการแกล้งสาดโคลนใส่พระสนมซึ่งเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับนางในต้องด้วยกฎ
มณเฑียรบาลมีโทษถึงประหารชีวิต แต่ในพระราชกฤษฎีกาบัญญัติไว้ว่า

คนเดินให้หลีกคนคอน  คนคอนให้หลีกคนแบก

คนแบกให้หลีกคนหาม  เกวียนเบาให้หลีกเกวียนหนัก

เรือขึ้นให้หลีกเรือล่อง
 

                                ศรีปราชญ์แบกถังใส่โคลน หนักกว่าแต่พวกพระสนมนางในที่เดินตัวปลิว
ไม่หลบหลีก
ศรีปราชญ์
แถมยืนหัวเราะเยาะอีกด้วย  ด้วยความเหนื่อยล้าประกอบกับโมโห
จึงทำโคลนหกเปื้อนพระสนม
หากใช้กฎมณเฑียรบาลศรีปราชญ์ย่อมมีความผิด
แต่หากยึดตามพระราชกฤษฎีกาย่อมถือว่าศรีปราชญ์ไม่มีความผิด

                                ศรีปราชญ์ เปรียบเทียบการกระทำที่ผิดผี
ว่าบางกรณี ผียังให้อภัย  เช่น ผิดผีกับหญิงสาว
จะต้องทำพิธีแต่งงานเพื่อขอขมาผี
ผีจึงจะอภัยให้ 
โทษประหารของศรีปราชญ์จึงลดเหลือเพียงเนรเทศ

                                จิตร ภูมิศักดิ์ เชื่อว่า กำสรวลศรีปราชญ์
ใช้ภาษาที่เก่ากว่ายุค สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ส่วนหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ
รัชนี ( พ. ณ ประมวลมารค) แสดงทรรศนะขึ้นเอง และเชื่อว่าศรีปราชณญ์เป็นเรื่องนิทาน
ส่วนผู้แต่งกำสรวลสมุทรหรือกำสรวลศรีปราชญ์คือ พระบรมราชาธิราช  ส่วนอาจารย์ ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ เสนอว่าแต่งในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา  แต่ พ. ณ ประมวลมารค คัดค้านโดยอ้างถึงเส้นทางเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยพระไชยราชาธิราช
และในสมัยพระนารายณ์ ก็ไม่ปรากฎว่ามีชื่อ ศรีปราชญ์ ในพงศาวดาร

                                 จดหมาย เหตุของ Turpin เขียนไว้ใน
Turpin’s History of Siam สรุปได้ว่ามารดาของพระเพทราชา
ซึ่งเป็นพระนมของพระนารายณ์ มีลูกสาวอีกคนหนึ่ง  เป็นเพื่อนเล่นกับพระนารายณ์มาตั้งแต่เด็ก ทรงโปรดให้รับลูกสาวแม่นมเข้าวังและรับเป็นพระมเหสี  แต่โชคร้ายเธอได้เกิดมีครรภ์กับพระอนุชา
ของพระนารายณ์
 เมื่อความลับถูกเปิดเผยขึ้น พระมเหสีผู้ไม่มีความซื่อสัตย์ก็ถูกตัดสินให้เสือกิน

                                  อาจจะมีความเข้าใจผิดว่าศรีปราชญ์เป็นน้องของพระเพทราชาด้วยเพราะตอนที่ศรีปราชญ์ถูกเนรเทศไปนครศรีธรรมราชนั้น
กระบวนเรือ ที่คุมขังศรีปราชญ์ไปมีศักดิ์เทียบเท่ากับกระบวนเรือของพระอนุชาแห่งพระเจ้าแผ่นดินตามกฎมณเฑียรบาล
อาจเป็นเพราะพระเจ้าแผนดินเมตตาศรีปราชญ์จึงใช้กระบวนเรือเทียบ เท่าระดับชั้นเจ้าฟ้า
ก็เป็นได้

                                  สุดแล้วแต่ใครจะเชื่ออย่างไรครับ

About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s