การใช้งานคอมพิวเตอร์ : เครื่องมือสำรองข้อมูล หรือ Backup

ตอนที่  5

เครื่องมือสำรองข้อมูล หรือ Backup

 

                                เมื่อตอนที่แล้วลืมบอกไปว่า  Error-Checking  มันต้องใช้เวลานานเช่นเดียวกันกับการใช้เครื่องมือ Disk Defragmenter   กล่าวคือหลังจากเรามั่นใจว่าจะ Restart เครื่องแล้ว ก็ดำเนินการได้เลย  แต่ อย่าหวังว่าจะได้กลับมาทำงานกับคอมพิวเตอร์โดยปัจจุบันทันด่วนนะครับ   ต้องไปทำอย่างอื่นเสียก่อน      เมื่อ Restart  เครื่องแล้วหน้าจอจะขึ้นภาษาอังกฤษ  ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสอบระบบไฟล์  เราจะรู้ว่าไฟล์ในไดร์ฟไหนเป็นชนิดอะไร  เป็น FAT 32 หรือ NTFS  มีการตรวจสอบไฟล์และโฟลเดอร์  ตลอดจนFree Space  นอกจากนี้ยังตรวจสอบ Volume Label ว่าเป็น วินโดว์ XP หรือไม่  Volume Serial Number เป็นเลขอะไร  ถ้าเราทำ Error-Checking  กับทุกไดร์ฟ  จะกินเวลานานมาก  Hard disk ที่ซื้อมาเสริมแบบติดตั้งภายนอก หรือ Handy Drive  ที่เอามาเสียบก็สามารถนำมาทำ Error-Checking หรือถ้าจะใช้เครื่องมือDisk Defragmenter จัดระเบียบให้ไฟล์ต่าง ๆ ก็ทำได้เช่นเดียวกัน  ผิดกันตรงที่ไม่ต้องรอให้เครื่อง Restartก่อน  แต่ก็นั่นแหละขณะที่เราทำ Error-Checking  เราก็ไม่สามารถทำงานกับไฟล์นั้น ๆ ได้อยู่ดีนั่นเอง  ต้องเลี่ยงไปทำงานกับไฟล์ที่อยู่ในไดร์ฟอื่นก่อน

                                การใช้ Disk Defragmenter จัดระเบียบให้ไฟล์ต่าง ๆ จะต้องมี Free Space ประมาณ 15 %ของพื้นที่ทั้งหมดในไดร์ฟนั้น  ถ้ามี Free Space  น้อยกว่านี้ หน้าจอจะมีข้อความเตือนให้เราทราบ  ฉะนั้นถ้าจะใช้ Disk Defragmenter  ต้องลบไฟล์บางอย่างที่ไม่จำเป็นทิ้งไป

                                สิ่งสำคัญที่จะต้องจัดการกับ Hard disk อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การเลือกไดร์ฟสำหรับเก็บข้อมูล อย่านำข้อมูลสำคัญของเราไปเก็บไว้ที่ไดร์ฟ C เพราะมันเป็นไดร์ฟสำหรับระบบปฏิบัติการ หากไดร์ฟนี้เกิดติดไวรัส ข้อมูลจะเสียหาย ถ้าจำเป็นต้องล้างเครื่องใหม่ข้อมูลจะหายวับไปด้วย   ข้อมูลที่สำคัญเมื่อเป็นอะไรไปแล้วจะมาเสียดายเอาภายหลังไม่ได้นะครับ  ฉะนั้นข้อมูลสำคัญให้เอาไปเก็บไว้ที่ไดร์ฟ D หรือเก็บไว้ในแผ่น CD หรือ DVD  หรืออาจสำรองข้อมูลเก็บไว้ก่อนก็ได้

                                การปรับแต่ง Data Execution Prevention (DEP)

                                พอพูดถึงไวรัส ก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องไปปรับแต่งต่อจากตอนที่แล้ว นั่นคือการปรับแต่งค่าป้องกันเกี่ยวกับการปฏิบัติการของข้อมูล Data Execution Prevention (DEP) เป็นส่วนที่ช่วยป้องกันความเสียหายจากการทำลายของไวรัสต่าง ๆ    คอมพิวเตอร์มีการตั้งค่าโดยปริยายให้ DEP เปิดการทำงานสำหรับโปรแกรมและการบริการต่าง ๆ ในระบบปฏิบัติการของวินโดว์   ให้ดำเนินการดังนี้

1           เปิดหน้าต่าง System Properties ขึ้นมา โดยคลิกขวาไอคอน My Computer ที่หน้าจอ

                                2           คลิกที่แท็ป Advanced ในกรอบของ Performance ให้คลิก Settings จะพบหน้าต่าง Performance Options ให้คลิกที่แท็ป Data Execution Prevention ให้คลิกเลือก   Turn on DEP for all programs and services except those I select   เสร็จแล้วคลิก OK

IP Address 

                                คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตจะต้องมีรหัสหมายเลขประจำตัวที่ไม่ซ้ำกับเครื่องอื่น ๆ ภาษาอังกฤษเรียกว่า IP Address  ถ้าเราต้องการรู้ว่าเครื่องที่เราใช้งานอยู่มี IP Address  เป็นเลขอะไร  ให้ทำดังนี้

1           คลิก Start > Run  จะพบหน้าต่าง Run

                                2           ช่องว่าง ๆ ในกรอบ Open ให้พิมพ์คำว่า cmd ลงไป แล้วคลิก OK  จะพบหน้าต่างขึ้นมาอีก  ไม่ต้องไปสนใจอะไรมากให้พิมพ์คำว่า ipconfig ลงไปแล้ว คลิก Enter ที่คีย์บอร์ด

                                3      จะพบข้อความแสดงหมายเลข IP Address

                                การสำรองข้อมูล (Backup)

                                กลับมาพูดถึงการสำรองข้อมูลเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์  การสำรองข้อมูลนั้น  เราต้องใช้เครื่องมือของระบบอีกตัวหนึ่ง  มีชื่อว่า Backup   เราสามารถ Backup ข้อมูลได้ง่าย ๆ ดังนี้

                                1      ดับเบิลคลิกไอคอน My Computer แล้วคลิกขวาไปที่ไดร์ฟที่จะทำการสำรองข้อมูล   สมมุติว่าเป็นไดร์ฟ D   เลือกไปที่ Properties   จะพบหน้าต่างในแท็ป General ขึ้นมาแสดงข้อมูลของไดร์ฟนั้น

                                2      คลิกแท็ป Tools จะพบกรอบ Backup ให้คลิกเลือก Backup now…

                                3      จะปรากฏหน้าต่าง Backup or Restore Wizard   ให้คลิก Next

                                4      คลิกเลือก Back up files and settings เสร็จแล้วคลิก Next

                                5       เมื่อมาถึงจุดนี้จะมีตัวเลือก 4 ข้อ โดยให้เลือกเพียงข้อเดียวว่าจะทำอะไร ระหว่าง   My documents and settings หรือ Everyone’s documents and settings หรือ All information on this computer หรือ Let me choose what to back up เมื่อเลือกได้แล้วให้คลิก Next

                                6      คลิกเลือกไดร์ฟที่จะเก็บไฟล์สำรองข้อมูล  และตั้งชื่อไฟล์โดยพิมพ์ลงในช่องว่างเสร็จแล้วคลิก Next

                                7      คลิก Finish   กระบวนการสำรองข้อมูลก็จะเริ่มขึ้นและกว่าจะเสร็จต้องใช้เวลานานเป็นชั่วโมงหรือหลายชั่วโมง แล้วแต่จำนวนข้อมูลที่จะทำการสำรอง

                                การสำรองข้อมูลใน Registry เอาไว้ใช้ยามจำเป็น

                                เคยเขียนไว้แล้วในตอนที่ 4 ว่า Registry เป็นสิ่งสำคัญมาก การปรับเปลี่ยนค่า Registry ย่อมส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบโดยตรง   ในยามที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรายังไม่มีปัญหาอะไรก็ให้รีบสำรองข้อมูลใน Registry เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น เราจะไปพึ่งพิงเครื่องมืออย่าง System Restore   เพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้  

การสำรองข้อมูลของ Registry ทำได้ดังนี้

                                1      ไปหา System Tools ตามทางสายยาวจาก Start > All Programs > Accessories > System Tools > Backup

                                2      จะพบ Wizard ขึ้นมา  ให้คลิก Next

3      คลิกเลือก Back up files and settings เสร็จแล้วคลิก Next

                                4      เมื่อมาถึงจุดนี้จะมีตัวเลือก 4 ข้อ โดยให้เลือกเพียงข้อเดียวว่าจะทำอะไร ระหว่าง  My documents and settings หรือ Everyone’s documents and settings หรือ All information on this computer หรือ Let me choose what to back up   ให้คลิกเลือก Let me choose what to back up   เมื่อเลือกได้แล้วให้คลิก Next  จะปรากฏหน้าต่างบานใหม่ขึ้นมา

                                5      คลิกเครื่องหมาย +  หน้ารายการ My Computer  เพื่อแตกรายการย่อย ๆ ออกมาแล้วคลิกไปที่รายการ System State  แล้วคลิก Next  เปิดหน้าต่างใหม่ขึ้นมาอีก

                                6      เลือกที่เก็บไฟล์ Backup ที่กำลังสร่างขึ้นนี้โดยคลิก Browse    หน้าต่าง Save As   จะขึ้นมา   ในช่องว่างบนสุดของหน้าต่างนี้บริเวณกรอบ Save In   ให้คลิกหาไดร์ฟที่จะเก็บไฟล์  เราน่าจะเลือกเป็นไดร์ฟ D  ด้วยเหตุผลที่เคยเขียนอธิบายไปแล้ว  จากนั้นคลิก Save

7      กลับมาที่หน้าต่างเดิมคลิก Next   จะมีหน้าต่างบอกว่ากำลังจะเสร็จแล้ว  

                                8      จากนั้นคลิก Finish กระบวนการสำรองข้อมูลก็จะเริ่มขึ้นและกว่าจะเสร็จต้องใช้เวลานานหลายนาที

9           เมื่อมีหน้าต่างขึ้นมารายงานว่าเสร็จบริบูรณ์แล้วให้คลิก Close  เพื่อปิดหน้าต่าง

10        กลับไปดูที่ไดร์ฟ D ที่เราเลือกเก็บไฟล์   จะพบไฟล์ Backup  สิงสถิตย์อยู่ที่นั่น

 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s