สงคราม

ตอนที่  31

สงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยอยุธยา

                           

พระเจ้าเสือ
ครองราชย์อยู่
 7 ปี จนถึง พ.ศ. 2251 มีโอรส  2 พระองค์ ดังนี้

1          
เจ้าฟ้าเพชร 
เป็นพระมหาอุปราช

2          
เจ้าฟ้าพร เป็นพระบัณฑูรน้อย

                                พระเจ้าเสือไม่ชอบเจ้าฟ้าเพชร
จึงมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าพร  แต่เจ้าฟ้าพรกลับมอบราช
สมบัติคืนให้พี่ชาย  เจ้าฟ้าเพชรจึงได้ขึ้นครองราชย์ได้ชื่อว่าสมเด็จพระภูมินทรราชา
เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า ขุนหลวงท้ายสระ 
และตั้งเจ้าฟ้าพรเป็นพระมหาอุปราช

ขุนหลวงท้ายสระ  ครองราชย์อยู่  24 ปี จนถึง พ.ศ. 2275 มีโอรส  3 พระองค์ ดังนี้

1        
เจ้าฟ้านเรนทร 

2        
เจ้าฟ้าอภัย

3        
เจ้าฟ้าปรเมศวร์

                                ขุนหลวงท้ายสระเคยได้ครองราชย์มาโดยตัวเองเคยเป็นพระมหาอุปราชมาก่อน  แต่พ่อ  
ไม่ชอบกลับไปมอบสมบัติให้น้อง  
คราวนี้ถึงคราวตัวเองบ้างจะมอบสมบัติให้ใครดีระหว่างน้องกับลูกเพราะน้องเคยมอบสมบัติกลับให้ตนมาแล้วเมื่อ
24 ปีก่อน คราวนี้น่าจะเป็นคราวของน้องมากกว่าลูก  แต่เมื่อมีลูกก็น่าจะมอบให้ลูกมากกว่าน้อง  
คิดไปคิดมาหลายตลบจึงเห็นสมควรมอบสมบัติให้ลูกคนโต

                                ลูกคนโตไม่เต็มใจรับเนื่องจากเห็นว่าพระมหาอุปราชสมควรได้ราชสมบัติมากกว่า
เพราะจริง ๆ แล้วราชสมบัติควรตกเป็นของพระมหาอุปราชมาตั้งแต่ครั้งก่อนนั้น  เมื่ออายุถึงบวชพระก็เลยบวชแบบไม่สึกออกมาเลย

                                ขุนหลวงท้ายสระประชวรหนักใน
พ.ศ.
2275   จึงมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าอภัย 
ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ต้องรบกับพระเจ้าอาเป็นแน่แท้  จึงสมคบกับเจ้าฟ้าปรเมศวร์
ตั้งค่ายภายในเมืองตลอดแนววังหลวงไปจนถึงวังหน้าซึ่งเป็นวังของพระมหาอุปราช 
พระมหาอุปราชก็ตั้งค่ายขึ้นรับเช่นเดียวกัน เป็นการเปิดเผยไม่อายฟ้าดิน
เพราะพระมหากษัตริย์ยังไม่ทันสวรรคตด้วยซ้ำไป    
เมื่อขุนหลวงท้ายสระเสด็จสวรรคต ยังไม่ทันจัดพิธีสรงน้ำพระศพ
ก็เกิดสงครามกลางเมือง
  ซึ่งสงครามภายในครั้งนี้ถือว่าใหญ่ที่สุดในการแย่งชิงราชสมบัติกันมาในสมัยอยุธยา  รบกันอยู่หลายวัน 
ไม่เหมือนครั้งพระเจ้าประสาททองรบกับพระเชษฐาธิราช  หรือครั้งพระนารายณ์รบกับพระเจ้าอา
เพราะครั้งนั้นรบกันวันเดียวจบเลย

                                รบกันหลายวันฝ่ายพระมหาอุปราชได้ชัยชนะ
ได้ครองราชย์สมบัติได้พระนามว่าสมด็จพระมหาธรรมราชาธิราช  เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า ขุนหลวงบรมโกศ

                                เข้าสูตรเดิม
คือต้องกำจัดเสี้ยนหนามให้หมด 
คราวนั้นพวกข้าราชการวังหลวงส่วนมาก
เข้ากับฝ่ายเจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศวร์ 
เมื่อฝ่ายวังหน้าชนะพวกวังหลวงก็ถูกกำจัด 
ถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องหนีไปให้ไกล ๆ  
เมื่อเป็นสงครามแบบเปิดเผย 
หลายวัน 
การกำจัดศัตรูก็เลยเป็นแบบมโหฬาร การหลบหนีก็เป็นแบบไม่เหลือคนให้ถูกฆ่า  ข้าราชการเก่า ๆ
สมัยพระเจ้าบรมโกศจึงเหลือน้อยมากกว่าทุกยุคทุกสมัย

                                ในจดหมายเหตุต่าง
ๆ ก็มีกล่าวถึงเรื่องการขาดกำลังคนในสมัยนี้ 
เช่น งานศพพระราชธิดาของพระนารายณ์ 
หลังจากพระเจ้าบรมโกศครองราชย์ได้
 4 ปี   ขาดกำลังคนในขบวนแห่ 60 คน
ต้องเกณฑ์คนจากพวกรักษาวังไปเข้าขบวนแห่ด้วย

                                ต่อมาในพระราชพงศาวดารมีว่า
คราวเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท พวกจีนรวมตัวกันจำนวน
300 คน
ยังสามารถบุกเข้าปล้นพระราชวังได้ 
ต้องรบกันอย่างหนักจึงปราบพวกจีนได้อย่างเด็ดขาด

                                 บังเอิญในช่วงนั้นไม่มีศึกภายนอก 
อยุธยาจึงรอดจากการรบกับข้าศึกสำคัญคือพม่าซึ่งก็ถึง
ยุคตกต่ำเช่นกัน

                                ในยุคนี้กัมพูชายอมมาขึ้นกับไทยโดยไม่ต้องรบ

                                ลังกาหมดสมณวงศ์ต้องมาขอไทยให้ไปอุปสมบท

                                แม้แต่พม่าก็ยังมาง้อให้ไทยไปช่วยเพราะพม่าเกิดจลาจลภายใน

 

 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s