สงคราม

ตอนที่  33

ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่
2

ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ความมั่นคงภายในของพม่าไม่ค่อยดีนัก
แต่อยุธยาก็สงบสุข

พระเจ้าบรมโกศ
มีโอรสเป็นเจ้าฟ้า 3 พระองค์ คือ

1        
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร 
เป็นกรมขุนเสนาพิทักษ์ 
และได้เป็นพระมหาอุปราช

2        
เจ้าฟ้าเอกทัศน์ 
เป็นกรมขุนอนุรักษ์มนตรี

3        
เจ้าฟ้าอุทุมพร 
เป็นกรมขุนพรพินิต

และยังมีเจ้าชายลูกเธออีก 4 พระองค์ คือ

1        
พระองค์เจ้าแขก 
เป็นกรมหมื่นเทพพิพิธ

2        
พระองค์เจ้ามังคุด 
เป็นกรมหมื่นจิตรสุนทร

3        
พระองค์เจ้ารถ 
เป็นกรมหมื่นสุนทรเทพ

4        
พระองค์เจ้าปาน 
เป็นกรมหมื่นเสพย์ภักดี

                                เป็นธรรมดาที่พี่น้องคนละแม่จะไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไร  ขนาดแม่เดียวกันก็ยังไม่ค่อยถูกกันเลย  เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร
สนิทสนมกับพระองค์เจ้าแขก 
แต่ไม่ถูกกันกับพระองค์เจ้าอีกสามพระองค์ คอยชิงดีชิงเด่นกันอยู่เรื่อย
  แล้วบุญท่านไม่ถึงได้เป็นพระมหากษัตริย์
ถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับเจ้าฟ้าสังวาล  ซึ่งเป็นชายาของพระเจ้าบรมโกศ 
เลยต้องโทษและตายระหว่างต้องรับโทษ

                                เหตุนี้จึงทำให้ลูกเมียหลวงกับลูกเมียน้อยไม่ถูกกันมาตั้งแต่นั้น

                                เมื่อพระมหาอุปราชสิ้นชีวิตแล้ว
พระองค์เจ้าแขกและเสนาบดีก็กราบทูลเสนอให้แต่งตั้งเจ้าฟ้าอุทุมพรเป็นพระมหาอุปราช
เนื่องจากฉลาดปราดเปรื่องมากกว่าเจ้าฟ้าเอกทัศน์ 
แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรเห็นว่าจะเกิดความไม่ปรองดองกันระหว่างพี่กับน้องจึงไม่ขอรับตำแหน่ง
ทำให้พระเจ้าบรมโกศไม่พอใจ เลยสั่งให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์ไปบวชเพื่อจะได้ไม่ขัดขวางเรื่องนี้  เจ้าฟ้าเอกทัศน์จึงต้องไปบวช 
ทำให้เจ้าฟ้าอุทุมพรจำต้องยอมรับตำแหน่งพระมหาอุปราช  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2300  พอดีกับในขณะที่พม่ารวบรวมกำลังเป็นปึกแผ่น
หมดยุคจลาจลภายในประเทศ

                                พ.ศ. 2301  พระเจ้าบรมโกศ ประชวรหนัก  รู้อยู่ว่าพวกลูก ๆ ไม่สามัคคีกัน  เลยเรียกลูกทั้งหมดเข้าไปพบแล้วมอบราชสมบัติให้พระมหาอุปราช 
ฝ่ายเจ้าฟ้าเอกทัศน์ก็ลาผนวชกลับเข้ามาอยู่ในวังฝ่ายพระองค์เจ้าทั้งสามกรมก็ตระเตรียมกำลังไว้ 
แต่คนทั้งหลายยอมรับพระมหาอุปราชจึงทำให้ไม่เกิดเหตุต้องรบแย่งชิงราชบัลลังก์กันอีกครั้ง

                                เมื่อพระเจ้าบรมโกศสวรรคต  เจ้าฟ้าอุทุมพรได้ราชบัลลังก์ 
เมื่อจัดการพระศพเสร็จแล้วก็ต้องกำจัดเจ้าทั้งสามกรมนั้นเสียด้วย เหลือแต่พระองค์เจ้าแขกซึ่งออกบวช
 เมื่อหมดความยุ่งยากกับเจ้าสามกรมแล้วแต่ก็หาได้หมดความยุ่งยากไม่เพราะพี่ชายลาผนวชออกมาอยู่ในวังกลับทำตัวเสมือนเป็นกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง 
มีพฤติกรรมขึ้นบนพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์โดยพลการ 
กระทำเลียนแบบพระเจ้าบรมโกศที่จำต้องถวายราชสมบัติให้แก่พระเจ้าท้ายสระเมื่อครั้งก่อน 
เจ้าฟ้าอุทุมพรจะทำอะไรลงไปก็เกรงกลัวพระชนนีพันปีหลวง  เลยตัดสินใจลาผนวชเนื่องจากอายุครบอุปสมบทพอดี
ยกราชสมบัติให้พี่ชายไปครอง

                                เมื่อเจ้าฟ้าเอกทัศน์ได้ครองราชย์สมบัติ
คนทั่วไปขนานนามว่า ขุนหลวงเอกทัศน์ หรือ ขุนหลวงสุริยาสน์อมรินทร เรียกตามชื่อพระที่นั่ง  บ้างก็เรียกขุนหลวงขี้เรื้อนตามโรคประจำตัว 

ส่วนเจ้าฟ้าอุทุมพร
คนทั่วไปเรียกว่าขุนหลวงหาวัด

                                พระองค์เจ้าแขกและพวกขุนนางที่พากันออกบวชคบคิดกันจะก่อกบฏแล้วเชิญเจ้าฟ้าอุทุมพรกลับมาครองราชย์  ได้พากันไปทูลบอกหารือกับเจ้าฟ้าอุทุมพร  เจ้าฟ้าอุทุมพรกลับนำความไปบอกพระเจ้าเอกทัศน์
แต่ขออย่าให้ถึงกับฆ่าฟันพวกที่คิดร้าย 
ฉะนั้นพระองค์เจ้าแขกจึงถูกเนรเทศไปลังกาทวีปข้าราชการอื่น ๆ ให้จำคุกไว้

                                หมดเรื่องยุ่ง ๆ
ในวังแล้วพม่าก็มาติดพันรบกับไทยอีก

                                รบกันคราวนี้ไทยอ่อนแอมาก
ๆ เลยทำให้เสียกรุงศรีอยุธยา

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s