สงคราม

ตอนที่  37

เสียกรุงครั้งที่ 2

                               

                                พ.ศ. 2308 
เมื่อพม่าปราบพวกล้านนาและหลวงพระบางได้แล้วก็ให้ยกทัพจากเชียงใหม่เข้ามาทางเหนือทัพหนึ่ง  มาทางด่านเจดีย์สามองค์ทัพหนึ่ง  ตีหัวเมืองต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ  กวาดทรัพย์สินและเชลยกลับพม่าให้หมด  คนจึงพากันหนีเข้าป่าไปเสียมากกว่าที่จะคิดสู้รบหรือยอมอ่อนน้อม
                

                                พม่ามาตั้งทัพอยู่ที่นครสวรรค์และกำแพงเพชร  ส่วนอีกทัพหนึ่งตั้งอยู่ที่ราชบุรี 

                                เนเมียวสีหบดีสั่งเคลื่อนกองทัพจากเชียงใหม่เข้ามาประมาณ
20,000 คน  มังมหานรธา
เคลื่อนทัพจากเมืองทวายเข้ามาอีก
30,000 คน

                                ทัพพม่าตีเข้ามาถึงธนบุรี
นนทบุรี ส่วนทางเหนือก็รุกเข้ามาจนถึงเขตกรุงศรีอยุธยา
แต่ทัพพม่าทั้งสองทัพยังไม่เข้าล้อมเมือง รอทัพหลวงอยู่ห่าง ๆ  ทางฝ่ายอยุธยาก็ไม่ออกมาสู้รบ

                                ชาวบ้านชาวเมืองวิเศษไชยชาญ
และเมืองสรรค์ พากันหลบหนีพม่าไปอยู่ที่บ้านบางระจันพรมแดนเมืองวิเศษไชยชาญ  เมืองสิงห์ และเมืองสุพรรณบุรี เป็นจำนวนมาก
เพราะอาหารสมบูรณ์และพม่าเข้าถึงได้ยาก 
เดิมมีคนเพียง 400 คน แต่พอรบชนะพม่าได้ครั้งหนึ่งคนก็มาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
จนถึง 1,000 คน ชาวบ้านบางระจันรบกับพม่านานถึง 5 เดือน รบกันถึง 7 ครั้ง พม่าก็ยังเอาชนะไม่ได้
ขณะเดียวกันกำลังพลของชาวบ้านบางระจันก็เหลือน้อยลงทุกที  รบกันครั้งที่ 8 จึงแพ้แก่พม่า

                                พระองค์เจ้าแขกซึ่งถูกคุมตัวอยู่ที่จันทบุรีก็หนีการคุมขังออกมาได้และซ่องสุมกำลังคนเป็นกองทัพได้พลประมาณ
10,000  คน
ซึ่งคาดว่าอยู่ในช่วงที่ค่ายบางระจันพ่ายแพ้แก่พม่าแล้ว  เข้าต่อสู้กับพม่าที่เมืองปราจีนบุรี  รบกันประมาณ 6 เดือนก็พ่ายแพ้พม่า  กองทัพก็แตกกระจายหนีกันไปคนละทิศคนละทาง

                                มังมหานรธาป่วยตายกลางศึก
และกำลังเข้าสู่ฤดูฝน แต่กลับเป็นผลดีกับพม่าเพราะกองทัพพม่าที่เคยมี 2
กองทัพไม่ขึ้นแก่กันกลับมาขึ้นกับเนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่เพียงคนเดียว 
เนเมียวสีหบดีจึงสั่งกองทัพทั้งหมดล้อมอยุธยาไว้ทุกด้าน
ทั้งไทยและพม่าต้องหาที่ดอนในการตั้งค่ายสู้รบกันเพราะเป็นฤดูน้ำหลาก  การรบส่วนใหญ่ใช้วิธียิงปืนใหญ่เข้าใส่ค่ายของกันและกัน 

                                 ฝ่ายไทยนั้น
ถ้าใครจะยิงปืนใหญ่จะต้องมาบอกแจ้งที่ศาลาลูกขุนก่อน   มีครั้งหนึ่งพระยา
ตากสินยิงปืนใหญ่โดยไม่แจ้งล่วงหน้า
จึงถูกลงโทษ 
แต่ด้วยเคยทำความชอบไว้มากจึงเพียงถูกภาคทัณฑ์ไว้ส่วนการรบทางเรือก็มีบ้าง
พระยาตากสินได้รับคำสั่งให้ไปสกัดพม่าที่วัดป่าแก้ว  แต่สู้พม่าไม่ได้จึงหนีมาตั้งรับที่วัดพิชัย  พอถึงเดือนยี่น้ำลดและดินแห้งแล้วพระยาตากสินก็ตีฝ่าวงล้อมของพม่าไปทางทิศตะวันออก

                                 เมื่อพม่าล้อมเมืองนานขึ้นเท่าใด
กำลังพลพม่าก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะได้กำลังมาเสริมอีก
ส่วนคนไทยในกรุงถูกล้อมนานเข้า  ข้าวยากหมากแพง  โจรผู้ร้ายชุกชุม
แล้วยังมีไฟไหม้บ้านเรือนราษฎรถึง 10,000 หลังคาเรือน
  เกิดความระส่ำระสาย

                                พระเจ้าเอกทัศน์ส่งคนไปเจรจาขอหย่าศึกกับพม่า
ขอเป็นเมืองขึ้นพม่า แต่พม่าไม่ยอมเพราะได้เปรียบทุกด้าน กำลังจะชนะอยู่แล้ว

                                พม่าเข้าเมืองอยุธยาได้เมื่อเวลาหัวค่ำของวันเนาสงกรานต์
พ.ศ. 2310

                                กว่าจะชนะไทยได้ก็ใช้เวลาล้อมอยุธยาและรบกันอยู่ถึง
1 ปี 2 เดือน

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s