สงคราม

ตอนที่ 45

 การสู้ชีวิตของมาดามฟอลคอน

                                คอนสแตนติน  ฟอลคอน เข้ามาอยุธยาในราว พ.ศ. 2217
ขณะนั้นอายุประมาณ 20 ปีเศษพระโกษาขุนเหล็กรับเข้าทำงานในกรมพระคลังสินค้า  และได้พบรักกับนางมารี กีมาร์ หรือ แคทเทอริน
เดอ ทอร์กวีมา
หญิงสาวที่มีเชื้อสายทางพ่อเป็นชาวญี่ปุ่น
เชื้อสายทางแม่เป็นชาวโปรตุเกต  
นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ซึ่งขณะนั้นอายุประมาณ 16 ปี
  บรรพบุรุษของนางมารี
เป็นชาวญี่ปุ่นและเป็นขุนนางในสมัยพระเจ้าทรงธรรม 
อพยพ
หลบหนีจากญี่ปุ่นมาอยู่อยุธยาเนื่องจากจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นไม่ยอมรับคนนับถือศาสนาคริสต์ 

                                เดิมฟอลคอน
ไม่แสดงตนว่านับถือศาสนาใด ความรักของทั้งคู่จึงถูกกีดกัน
แต่เมื่อมีการแสดงออกว่าตนนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค จึงได้สมรสกับมารี
จากบันทึกความทรงจำของบาทหลวงเดอแบส ชาวฝรั่งเศส
เล่าว่าพิธีจัดอย่างใหญ่โตขุนนางและกษัตริย์ได้มาแสดงความยินดีและมอบของขวัญเป็นจำนวนมาก

                                ชีวิตสมรสของทั้งคู่เป็นไปแบบสามัญชน
ที่บ้านเหมือนโรงทานมากกว่าเป็นบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนฟอลคอน
ถูกปรนเปรอจากราชสำนัก 
โดยเฉพาะกรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาของพระนารายณ์
ยังพระราชทานหญิงสาวให้ฟัลคอน แต่ฟัลคอนก็เลิกราหญิงเหล่านั้น  อีกทั้งมารีก็ยังรับลูกของหญิงเหล่านั้นกว่าร้อยคนมาเลี้ยงเหมือนกับการเลี้ยงดูลูกของตน  จนชาวบ้านขนานนามมารีว่าเป็นมารดาแห่งพวกคริสเตียน
  มารีมีส่วนในการทำขนมหวานสไตล์โปรตุเกตเข้าสู่ราชสำนักจนพระนารายณ์มอบบรรดาศักดิ์ให้มารีเป็นท้าวทองกีบม้า

                                มีการสันนิษฐานว่าบรรดาศักดิ์นี้น่าจะมาจากขนม
biretta ทำด้วยไข่และมี 3 จีบคล้ายกับ หมวกบาทหลวง
ชื่อหมวกกับชื่อขนมก็เรียกเหมือนกัน คือขนมทองหยิบในปัจจุบัน คนไทยมองเหมือนกีบม้า
แต่บางคนบอกว่าเพี้ยนมาจากชื่อกีมาร์ หรือ ทอร์กวีมาร์

                                เมื่อฟอลคอนถูกประหารชีวิตไปแล้ว
บ้านและทรัพย์สินก็ถูกริบ
มารีถูกคุมขังในคอกม้า(สงสัยจะถูกขังตามบรรดาศักดิ์ที่ได้)
โชคดีที่ผู้คุมขังเคยได้รับการช่วยเหลือจากมารีมาก่อน
นางจึงได้รับความสะดวกบางอย่างในระหว่างถูกคุมขัง ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องลำบากมาก

                                ขุนหลวงสรศักดิ์
ผู้เคยชกหน้าฟอลคอนมาแล้ว เป็นผู้ประสงค์จะรับมารีไปเป็นเมีย
โดยส่งคนมาเกลี้ยกล่อมหลายครั้งแต่นางไม่ยอม 
ระหว่างนี้นางได้ติดต่อพวกฝรั่งเศสขอให้ช่วยเหลือออกจากคุกแต่ฝรั่งเศสก็กำลังรบกับไทยอยู่ 
หลังจากฝรั่งเศสยอมทำสัญญาหยุดรบกับไทย
และนำทหารออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว
คงเหลือเฉพาะพ่อค้าฝรั่งเศส  
นางสามารถหนีจากคุกไปถึงบางกอกเพื่อขอความช่วยเหลือจากพวกฝรั่งเศส
แต่กลับถูกขังคุกแล้วถูกส่งตัวกลับอยุธยาอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าพานางหนีไปเพราะกลัวชาวคริสต์จะลำบากและจะมีผลเสียหายด้านการค้ากับไทย

                                เหตุการณ์ในช่วงนั้นจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีหลักฐานปรากฏ
แต่มีจดหมายของนางที่เขียนไปถึงบิชอบฝรั่งเศสในประเทศจีน เมื่อ พ.ศ. 2249  ในสมัยพระเจ้าเสือ ขอให้ช่วยกราบทูลพระเจ้าหลุยส์เพื่อบังคับขอให้จัดส่งส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทฝรั่งเศสที่มาทำการค้าในอยุธยาร่วมกันกับฟอลคอนให้แก่นางด้วย  ในจดหมายฉบับนี้แสดงถึงความเป็นอยู่ของนางว่า นางทำหน้าที่เฝ้าห้องเครื่องต้นในราชสำนัก
แต่ก็อยู่อย่างลำบาก  และขุนหลวงสรศักดิ์ซึ่งได้เป็นกษัตริย์ก็ไม่ได้ให้ความสนใจในตัวนางแล้ว

                                จากบันทึกของพวกฝรั่งเศสในช่วงระหว่าง
พ.ศ. 2262-2267 รัชสมัยของพระเจ้าท้ายสระ  นางทำงานในราชสำนักฝ่ายใน  ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง
เป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์มีหญิงในบังคับบัญชาถึง 2,000 คน  บุตรของนางคนหนึ่งชื่อยอร์ช
ก็เป็นที่ทรงโปรดของพระเจ้าท้ายสระ

                                พ.ศ.
2260  รัฐบาลฝรั่งเศสอนุมัติเงินส่วนแบ่งของฟอลคอนให้แก่นางหลังจากทำเรื่องขอไปตั้งแต่เมื่อกว่า
10 ปีที่แล้ว

                                นางเสียชีวิตเมื่อ
พ.ศ. 2265 อายุประมาณ 60 ปี

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ สงคราม

  1. Vanilla พูดว่า:

    ได้ความรู้ดีครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s