สงคราม

ตอนที่ 44

เกร็ดประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา
(5)

                                วันที่  11 
ธันวาคม  พ.ศ. 2228  เกิดจันทรุปราคา
พระนารายณ์ได้ทอดพระเนตรด้วยกล้องดูดาวกับพวกบาทหลวง

                                 พ.ศ.
2229 ออกพระวิสูตรสุนทร (ปาน) เป็นราชทูตไทยเดินทางไปฝรั่งเศสอีก
ในปลายปีเกิดกบฏมักกะสัน พระวิชเยนทร์เป็นหัวหน้าปราบปรามได้สำเร็จ

พระวิชเยนทรได้ว่าการต่างประเทศ  ก็ส่งเสริมให้มีการต่อเรือหลวงไปค้าขายต่างประเทศ
โดยชักชวนคนอังกฤษให้ออกจากบริษัทอังกฤษมารับราชการไทย  ตั้งเมืองมะริดเป็นสถานีการค้า 
ซึ่งทำให้พวกบริษัทอังกฤษไม่พอใจพากันไปฟ้องร้องรัฐบาลอังกฤษ

                                 แซมมวล ไวท์  นายท่าเมืองมะริด ทำการค้าร่วมกันกับ อาลีบีก
เจ้าเมืองมะสูลิปะตัม แต่ถูก
โกง  แซมมวล ไวท์ จึงปิดล้อมเมืองท่าในเขตของ
อาลีบีก  และยึดเรือสินค้าทุกลำไม่ว่าจะเป็นของใครในอ่าวเบงกอล  จับคนมาขายเป็นทาส  แล้วเลยมายึดเรือของพวกอังกฤษ  เมื่อมะริดเป็นของไทย บริษัทอังกฤษ
จึงประกาศทำสงครามกับไทย
กลั่นแกล้งการทำการค้าของไทย และกล่าวโทษพระวิชเยนทร
ขณะเดียวกันก็รื้อป้อมปราการที่เมืองมะริด และปล้นเรือกำปั่นของไทย  และเรียกร้อง 2 ประการ
โดยให้พระยาตระนาวศรีส่งหนังสือเข้ามากราบทูลพระนารายณ์ 

1        
ให้ชาวอังกฤษที่รับราชการในไทยกลับอังกฤษทั้งหมด

2        
ชดใช้เงินให้บริษัทอังกฤษ 65.000  ปอนด์

                                 พ.ศ. 2230   เมื่อพระนารายณ์ทราบจึงประกาศสงครามกับบริษัทอังกฤษ
และปัดข้อเสนอ
ทั้งหมด
พระยาตะนาวศรียกกองทัพลงมารบกับพวกอังกฤษที่มะริด ยึดป้อมคืนมาได้ ฆ่าพวกอังกฤษตายไปมาก
 ถูกจับเป็นเชลย 300 คน  แซมมวล 
ไวท์ หนีจากเมืองมะริดไปอยู่เมืองมัทราส   ริชาร์ด เบอร์นาบี  ถูกฆ่าตาย
ไม่นานนัก ลาลูแบร์
ทูตฝรั่งเศสพาคณะทูตไทยกลับถึงอยุธยา  พระเจ้าหลุยส์ที่
14  ได้ส่งเรือรบ
6 ลำพร้อมทหารฝรั่งเศสมาด้วย
1,400 คน ภายใต้การกำกับของนายพลเดส์ฟาช พระนารายณ์จึงให้ประจำอยู่ที่มะริดและธนบุรี
ทำให้อังกฤษไม่มาบุกรุกไทยอีก   ลาลูแบร์ คงมาเจรจาเรื่องเข้ารีตเหมือนเดิม
และเจรจาขอเมืองบางกอก แทนเมืองสงขลา อยู่อยุธยาได้
3 เดือนก็กลับ
แล้วพระนารายณ์ก็ส่งราชทูตไปฝรั่งเศสพร้อมกันอีกด้วย

                                ต้นปี พ.ศ. 2231 พระนารายณ์ประชวร
ประทับอยู่ที่ลพบุรี

                                พระนารายณ์มีน้องชายพระองค์หนึ่งชื่อเจ้าฟ้าอภัยทศ
อีกพระองค์หนึ่งชื่อเจ้าฟ้าน้อย และทรงชุบเลี้ยงเจ้าราชนิกูลพระองค์หนึ่งเหมือนเป็นราชบุตร
ทรงแต่งตั้งเป็นพระปีย์
 

                                การถ่วงดุลอำนาจในทางการเมืองของพระนารายณ์นั้น
เริ่มแรกกำจัดศัตรูภายในวังออกไปก่อน 
ดึงพวกแขกมุสลิมมาถ่วงดุลกับพวกฮอลันดา 
ดึงฝรั่งเศสมาคานอำนาจกับอังกฤษ และกีดกันขุนนางชั้นสูงอาวุโสออกไปเรื่อย
  ไม่แต่งตั้งพระมหาอุปราชจนตลอดรัชกาล 
พึ่งพิงพระวิชเยนทร์เป็นตัวกลางในด้านการทูตกับฝรั่งเศส
และทำการค้ากับพ่อค้าต่างชาติ

                                ในระยะหลัง ๆ พระวิชเยนทร์
ไม่ค่อยลงรอยกับพ่อค้าและขุนนางฝรั่งชาติต่าง ๆ รวมถึงขุนนางแขกมุสลิม  อีกทั้งเป็นต้นเหตุของการที่ขุนนางไทยอย่างพระโกษาขุนเหล็ก
รวมทั้งพวกขุนนางแขกหลายคนต้องถูกพระนารายณ์ลงโทษสถานหนัก จึงไปเข้ากับพวกฝรั่งเศส
 ข้าราชการไม่ชอบพระวิชเยนทร์จึงพากันไปเข้าข้างกับพระเพทราชามากกว่า 
พระวิชเยนทร์รู้ว่าตนไม่มีทหารในกำมือ
จึงปรึกษาหารือขอกำลังทหารฝรั่งเศสมารักษาเมืองลพบุรี โดยแจ้งว่าพระนารายณ์ประชวรและคาดว่าจะมีการก่อกบฏ                               

                                  วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2231 พระเพทราชาเห็นว่าไม่นานพระนารายณ์จะสวรรคต
จึงเข้า
ล้อมพระราชวังลพบุรี  นำตัวพระวิชเยนทร์และนายทหารฝรั่งเศสมาคุมตัวไว้  อีกทั้งนำพระปีย์ซึ่งฝักใฝ่กับพระวิชเยนทร์ มาไต่สวน
ทราบว่าพระปีย์จะได้เป็นรัชทายาท จึงให้เอาไปประหาร  ไต่สวนพระวิชเยนทร์ 
3 วัน จึงพิพากษาว่าจะชิงราชสมบัติให้พระปีย์
โดยตนจะเป็นผู้สำเร็จราชการ จึงถูกประหารที่ทะเลชุบศร การกระทำดังนี้พระนารายณ์ไม่รู้เรื่องราวแต่อย่างใด

                                พระเพทราชาได้ลวงน้องของพระนารายณ์เสด็จไปเมืองลพบุรี
เจ้าฟ้าอภัยทศนึกว่าจะได้รับรัชทายาท 
ถัดมาอีก
 2
วัน ขุนหลวงสรศักดิ์ปลงพระชนม์น้องของพระนารายณ์ การกระทำดังกล่าวนี้มีพวกฮอลันดาซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับพวกฝรั่งเศสช่วยคิดอยู่ด้วย

                                วันที่ 27
พฤษภาคม พ.ศ. 2231 พระเพทราชาให้พระยาโกษาปาน ไปลวงนายพลเดส์ฟาช มาเข้าเฝ้าพระนารายณ์ที่เมืองลพบุรี  เมื่อไปถึงก็ติดกับดัก  พระเพทราชาบอกให้ทหารฝรั่งเศสไปช่วยรบที่ลาว
โดยให้เขียนจดหมายส่งไปบอกพรรคพวกที่เมืองมะริด และธนบุรี โดยยึดตัวบุตรของนายพลเดส์ฟาช ไว้เป็นตัวประกัน  เมื่อนายพลเดส์ฟาชมาถึงธนบุรีก็เตรียมกำลังทหารฝรั่งเศส
ซึ่งเหลืออยู่ประมาณ
300
คน สู้รบกับไทย

                                ขณะที่ฝรั่งเศสรบกับไทยอยู่นั้น
พระนารายณ์ก็เสด็จสวรรคต เมื่อ 11  กรกฎาคม
พ.ศ. 2231
พระเพทราชาขึ้นครองราชย์บัลลังก์
และรบกับฝรั่งเศสต่อไปอีกเกือบ 3 เดือน จึงทำสัญญาสงบศึก  เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2231
และทหารฝรั่งเศสออกไปนอกอาณาจักรสยาม เมื่อวันที่ 
2  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2231

                                ฝรั่งที่ทรงอำนาจที่สุดคือฮอลันดา
เพราะได้รับการต่อสัญญาทำการค้าผูกขาดแบบเดียวกับเมื่อครั้งสมัยพระนารายณ์ หลังจากทหารฝรั่งเศสออกไปจากเมืองไทยหมดแล้วไม่ถึง
15 วัน

                                เมื่อหมดพระวิชเยนทร์แล้ว
อังกฤษก็กลับมาทำการค้ากับไทยอีก ส่วนพ่อค้าฝรั่งเศสยังคงยินดีทำการค้าขายกับไทยเช่นเดิม

                                สมัยพระนารายณ์ถือเป็นยุคทองทางการค้าของกรุงศรีอยุธยาและภูมิภาคแถบนี้เลยก็ว่าได้การค้าใช้เงินสด
ไม่ได้ใช้ระบบการแลกเปลี่ยนสินค้า  และยังเป็นยุคทองแห่งวรรณกรรม   อีกทั้งมีการใช้เทคโนโลยีของฝรั่งมาสร้างป้อมปราการป้องกันข้าศึกทางทะเล  พัฒนาระบบประปาในพระราชวังลพบุรี และมีอีกสิ่งหนึ่งที่พระวิชเยนทร์ได้มีส่วนฝากผลงานตกทอดมาถึงปัจจุบันด้วย
นั่นคือการทำขนมทองหยิบ  ฝอยทอง  ทองหยอด อันเลื่องชื่อของชาวโปรตุเกต
ที่ถูกถ่ายทอดผ่านฝีมือของมาดามฟอลคอน ผู้เคร่งครัดกับการนับถือศาสนาและการต่อสู้ชีวิตหลังการตายของสามี

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s