สงคราม

ตอนที่ 43

เกร็ดประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา
(4)

                                ครองราชย์มาได้กว่า
10 ปี เพิ่งจะมีเวลาว่างจากการรบกับพม่า รบกับไทยกันเอง และรบกับฮอลันดา  จึงเริ่มเข้าสู่ยุคทองแห่งวรรณกรรมอยุธยา

                               ในปี พ.ศ. 2215 พระโหราธิบดี
แต่งหนังสือจินดามณีเป็นแบบเรียนภาษาไทยเล่มแรก 
ผลงานด้านวรรณกรรมในสมัยพระนารายณ์
ก็น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาว่างศึกสงคราม  ยังมีผลงานเด่น
ๆ ฉบับอื่น คือ

                                1    สมุทรโคษคำฉันท์  ตอนต้นแต่งโดยพระมหาราชครู
เมื่อเสียชีวิตแล้วพระนารายณ์
มาแต่งต่อเติมจนจบ

                                2    คำฉันท์กล่อมช้าง  แต่งโดยขุนเทพกวี

                                3    โคลงเฉลิมพระเกียรติ  แต่งโดยหลวงศรีมโหสถ

                                4    อนิรุทธ์คำฉันท์

                                พ.ศ. 2216
พระเจ้าหลุยส์ที่
14 ของฝรั่งเศสส่งสาสน์และเครื่องราชบรรณาการ
รวมทั้งสาสน์
และบรรณาการของโป๊ปมาให้บิชอบเบรีธซึ่งเป็นสังฆราชในไทยนำเข้าไปถวายพระนารายณ์
พระนารายณ์ก็โปรดให้เข้าเฝ้าอย่างราชทูต

                                พ.ศ.
2217 บริษัทของอังกฤษเริ่มส่งคนมาสำรวจลู่ทางการทำการค้าขายกับอยุธยา

                                พวกอังกฤษสนใจจะค้าขายกับไทยมาตั้งแต่ครั้งที่เห็นว่าไทยส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฮอลันดาในสมัยพระเอกาทศรถ 
ซึ่งพ่อค้าอังกฤษเคยเจรจากับคณะทูตไทยที่เมืองบันตัม 
อังกฤษเลยรู้ว่าอยุธยาชอบใช้ผ้าแดงในการจัดงานพิธีต่าง ๆ
และหวังจะยึดอยุธยาเป็นหัวหาดในการทำการค้าขายผ้าแดง และจะซื้อสินค้าพวกทองคำ พลอย
เพื่อนำไปค้าขายเชื่อมต่อกับจีนและญี่ปุ่น

                                อังกฤษเคยเข้ามาทำการค้าในอยุธยาสมัยพระเจ้าปราสาททอง
แต่เห็นว่าการค้าขายไม่ค่อยได้กำไรดีจึงถอนบริษัทออกไป  และกลับเข้ามาใหม่เมื่อ พ.ศ. 2197
ซึ่งพระนารายณ์คบค้าสมาคมกับอังกฤษโดยเน้นการค้าและในด้านการเมืองใช้ถ่วงดุลอำนาจกับฮอลันดาตลอดการครองราชย์ของพระองค์

                                พระนารายณ์อนุญาตให้อังกฤษผูกขาดการซื้อดีบุกทางภาคใต้
รวมทั้งให้ผูกขาดการค้าพริกไทย
และเสนอเมืองปัตตานีให้อังกฤษสร้างป้อมแบบเดียวกับที่เมืองมัทราส ของอินเดีย  อังกฤษเห็นว่าปัตตานีมีแต่เรื่องยุ่ง ๆ
รบกันตลอดจึงบอกปัดแต่ขอให้ไทยทำสัญญารับซื้อสินค้าเป็นจำนวนแน่นอนในแต่ละปี  ไทยก็เห็นว่าเสียเปรียบมากจึงไม่ได้ตกลงกัน

                                คอนสแตนติน
ฟอลคอน เข้ามาอยู่ในอยุธยา โดยรับจ้างเป็นลูกเรืออังกฤษ  พระยาโกษา     
ขุนเหล็กได้รับผิดชอบพระคลังสินค้า จึงมอบให้คอนสแตนติน ฟอลคอน เข้ามาทำงานด้วย
ต่อมาจึงได้รับตำแหน่งพระวิชเยนทร์ รับผิดชอบกรมท่ากลาง
ในการทำการค้าขายกับพวกฝรั่งโดยเฉพาะ 
ส่วนการค้าขายกับจีน และพวกแขก ก็จะมีผู้อื่นรับผิดชอบแยกส่วนกันไป

                                พ.ศ. 2223 บริษัทของฝรั่งเศสเข้ามาค้าขายเป็นปีแรก
และปีต่อมาไทยส่งราชทูตไปฝรั่งเศส แต่เรือแตกกลางทางไปไม่ถึง

                                ในปีนี้มีการแต่งพระราชพงศาวดารย่อ
(ฉบับหลวงประเสริฐ) และพระนารายณ์ได้สร้างพระพุทธบาทจำลอง ที่วัดจุฬามณี
เมืองพิษณุโลก

                                พ.ศ. 2226 พระยาโกษาขุนเหล็กเสียชีวิต
ออกญาพระเสด็จได้รับตำแหน่งในกรมพระคลังสินค้าแทน แต่ไม่สันทัดเรื่องนี้ พระวิชเยนทร์เป็นผู้ช่วยและได้รับตำแหน่งเป็นพระฤทธิ์กำแหง ภายหลังได้ตำแหน่งเจ้าพระยาวิชเยนทร์
ซึ่งมีอำนาจมาก
ขุนนางไทยเริ่มแตกเป็นสองพวกคือ
พวกของพระเพทราชาซึ่งเกลียดฝรั่งและพวกของพระ
วิชเยนทรซึ่งชอบฝรั่ง

                                ในปีนี้ไทยส่งทูตไปฝรั่งเศสเป็นครั้งที่สองเพื่อไปสืบว่าคณะแรกทำไมยังไม่กลับมา  เมื่อถึงฝรั่งเศสพระเจ้าหลุยส์ที่
14 ก็ให้เข้าเฝ้า แต่ไม่เป็นแบบเต็มยศเพราะทูตไทยไม่ได้นำพระราชสาสน์ไปถวาย
เพียงไปสืบหาทูตคณะแรกเท่านั้น

                                พ.ศ. 2227 พระวิชเยนทร์เสนอแต่งตั้งริชาร์ด  เบอร์นาบี เป็นออกญาตะนาวศรี  แซมมวล 
ไวท์ เป็นออกญามะริด

                                 พระวิชเยนทร์
เก่งในด้านการค้าขายและภาษาเพราะเป็นลูกเรืออังกฤษมาก่อน ได้ร่วมมือ
คบคิดกับริชาร์ด  เบอร์นาบี
ตัวแทนบริษัทบริติชอินดีสตะวันออก  ยอร์ช  ไวท์ เคยรับราชการเป็นตำแหน่งผู้นำร่อง
มียศเป็นหลวงวิชิตราชสาคร  และน้องชายชื่อ แซมมวล  ไวท์ 
นายท่าเมืองมะริด ซื้อสินค้าจากพระคลังสินค้าในนามของบริษัทบริติชอินดีสตะวันออก
นำไปขายได้กำไรแล้วจึงมาแบ่งปันกัน 
สินค้าของบริษัทขายไม่ได้ 
มีปัญหาเรื่องเงินจนต้องไปกู้เงินจากพระคลัง  บริษัทส่งคนมาตรวจสอบบัญชีพบว่ามีการทุจริต  ส่วนพระวิชเยนทร์ถูกกล่าวหาว่าทำการค้าแข่งกับอังกฤษ
พระวิขเยนทร์เลยทวงหนี้กับบริษัทที่ยืมไปจากราชการ ต่อมาสถานีการค้าของอังกฤษถูกไฟไหม้  สินค้าและเอกสารสูญหาย  การค้าถูกกีดกันจากพระ
วิชเยนทร์  บริษัทบริติชอินดีสตะวันออก
จึงปิดกิจการอีก 

                                พ.ศ. 2228 ฝรั่งเศสแต่งตั้ง
เชวะเลีย เดอ โชมอง เป็นเอกอัครราชทูตมาถึงไทย โดยนำคณะทูตไทยกลับมาด้วย  เพื่อเชิญชวนพระนารายณ์ให้เข้ารีต
การทูตครั้งนี้ทำให้พวกอังกฤษและฮอลันดาหันมาทำดีกับไทย โดยเฉพาะบริษัทบริติชอินดีสตะวันออกขอกลับมาเปิดกิจการใหม่
แต่ไทยทำเฉย ๆ เพราะมีฝรั่งเศสเข้ามาถ่วงดุลสำเร็จแล้ว

ปลายปีนี้พระยาโกษาปาน เป็นทูตไทยไปฝรั่งเศสอีกเป็นครั้งที่สาม  และพระนารายณ์ ได้มอบอำนาจแก่พระวิชเยนทร์มีอำนาจเต็มแห่งกษัตริย์ไทยเป็นผู้แทนพระองค์ทำสัญญากับ
เชวะเลีย  เดอ โชมอง ราชทูตฝรั่งเศส 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s