สงคราม

ตอนที่ 42

เกร็ดประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา
(3)

                                พระนารายณ์ครองราชย์ได้
2 เดือน หลังจากกำจัดขุนนางฝ่ายตรงข้ามไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าไปอยู่ในวัง
อาศัยอยู่ที่วังหน้าเหมือนเดิม ก็เกิดกบฏขึ้น โดยการกระทำของน้องชายต่างมารดา 2 คน
ชื่อว่าพระไตรภูวนาทิตย์ และพระองค์ทอง

                                พระไตรภูวนาทิตย์ไม่พอใจที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นวังหลัง
แต่แผนการกบฏแตกเสียก่อน

                                การล้างขุนนางฝ่ายตรงข้ามทิ้งไปเสียจึงเกิดขึ้นอีกรอบหนึ่งในระยะเวลา
2 เดือนแรกของการครองราชย์บัลลังก์ 
พระนารายณ์จึงพยายามกีดกันขุนนางอาวุโสออกไปจากวงราชการ โดยหาขุนนางรุ่นหนุ่มขึ้นมาแทน

                                ใน
พ.ศ. 2200 ขุนนางรุ่นหนุ่มที่สำคัญคือขุนเหล็ก ได้รับแต่งตั้งเป็นพระโกษาธิปดี

                                ใน พ.ศ. 2201-
2202 พวกแขกแม่นางกระเบา
และเชื้อวงศ์นักองค์จันทร์ของกัมพูชาเข้ามาสวามิภักดิ์ต่ออยุธยา

                                 จีนรบกับพม่าใน พ.ศ. 2203 ล้อมเมืองอังวะไว้และกองทัพจีนส่วนหนึ่งก็ยกมาตีเมืองเชียงใหม่ด้วย
พระเจ้าเชียงใหม่จึงมาเข้ากับไทย 
พระนารายณ์เห็นได้โอกาสดีที่จะได้เชียงใหม่กลับมาเป็นของไทยจึงยกทัพไปช่วยเมืองเชียงใหม่รบกับจีน
พวกจีนเอาชนะพม่าไม่ได้จึงถอยกลับ 
เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงแปรพักตร์ไปเข้ากับพม่าอีกครั้ง พระนารายณ์จึงโกรธสั่งกองทัพขึ้นไปตีเชียงใหม่  แต่ก็ตีไม่ได้เพราะกำลังพลน้อย  จึงยกทัพกลับมาใน พ.ศ.
2204

                                 ใน พ.ศ. 2204 สมิงเปอนำพวกมอญเข้ามาสวามิภักดิ์
พระนารายณ์ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่
ตำบลสามโคก 
ในด้านการค้าขายกับต่างประเทศนั้นไทยเริ่มขัดแย้งกับฮอลันดาเนื่องจากมีการเพิ่มรายการสินค้าผูกขาดที่ฮอลันดาผูกขาดอยู่ก่อนแล้ว
พวกฮอลันดาจึงยึดเรือของไทย(ชักธงโปรตุเกต)ในอ่าวตังเกี๋ยใกล้มาเก๊า
ซึ่งไทยเรียกค่าเสียหายจากบริษัทดัทช์อินดีสตะวันออก 84.000 เหรียญ

                                ใน
พ.ศ.
2205 ไทยยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง คราวนี้รบชนะ โดยแม่ทัพใหญ่คือพระโกษาขุนเหล็ก
ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต (เดิมชื่อบัว)
สืบเชื้อสายจากราชวงศ์พระร่วงสุโขทัยตั้งแต่สมัยพระมหาธรรมราชา
ส่วนผัวของเจ้าแม่วัดดุสิตนั้นเป็นขุนนางมอญเข้ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่สมัยพระนเรศวร

                                  ที่เรียกว่าเจ้าแม่วัดดุสิตนั้นเป็นเพราะตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้วัดดุสิดาราม
ในกรุงศรีอยุธยา
เป็นมารดาของขุนนางสำคัญ
2 คน คือ พระโกษาขุนเหล็ก และพระโกษาปาน 
และยังเป็นพระนมของพระนารายณ์อีกด้วย 
พระนารายณ์ให้ความรักและเกรงใจเจ้าแม่วัดดุสิตมาก  และนับถือพระโกษาขุนเหล็ก และพระโกษาปาน
เหมือนเป็นญาติสนิทมิตรสหาย

                                ขุนหลวงสรศักดิ์ไม่ชอบความประพฤติของคอนสแตนติน
ฟัลคอน  เคยทูลบอกพฤติกรรมแก่พระนารายณ์
แต่พระนารายณ์ไม่ว่าและไม่ลงโทษอย่างไร ขุนหลวงสรศักดิ์ซึ่งมีนิสัยใจร้อนและออกทางนักเลงเลยไปชกหน้าเจ้าพระยาวิชเยนทร์ถึงฟันหัก
2 ซี่  พระนารายณ์โกรธ
แต่ขุนหลวงสรศักดิ์ฉลาดรีบหนีไปหาเจ้าแม่วัดดุสิต
ให้ช่วยขออภัยโทษต่อพระนารายณ์ 
เจ้าแม่วัดดุสิตไปหาพระนารายณ์ถึงเมืองลพบุรี
พระนารายณ์ก็ให้อภัย
แล้วจัดโขนมาแสดง 1 โรงเพื่อทำขวัญพระยาวิชเยนทร์                    

                                แต่ความเกรงใจและเคารพในเจ้าแม่วัดดุสิต
ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตพระโกษาขุนเหล็ก ซึ่ง
กระทำผิดร้ายแรงมากจนถูกพระนารายณ์ลงโทษอย่างหนักและถึงแก่ความตายในที่สุด
เมื่อ พ.ศ. 2226
โดยถูกโบยด้วยข้อหารับสินบนจากพวกไพร่ที่ถูกเกณฑ์มาสร้างป้อมปราการ

                                ในปี พ.ศ. 2205
นี้ พวกฝรั่งเศสเข้ามาถึงอยุธยา พระนารายณ์ให้สร้างบ้านเรือน วัดและโรงเรียน
อยู่ที่หมู่บ้านญวนนอกกำแพงเมือง เรียกว่าบ้านปลาเห็ด

                                ในปี พ.ศ. 2206   พม่ายกทัพมาปราบพวกมอญที่หนีการเกณฑ์ทหาร พวกมอญพากันหนีมาพึ่งไทย  พม่าตามมารบกับไทยโดยปะทะกันที่เมืองไทรโยค พม่าสู้ไม่ได้ก็ถอยทัพกลับไป

                                ในปี พ.ศ. 2207 ไทยยกทัพไปตีพม่าเป็นการแก้แค้นไปประชุมทัพที่เมืองเมาะตะมะ
 ตีได้หัวเมืองรายทางไปเรื่อยจนถึงเมืองพุกาม  ล้อมเมืองพุกามไว้แต่ตีไม่ได้  เสบียงหมดก็เลยยกทัพกลับ    

                                ในปีนี้พวกฮอลันดามีกำลังทางทะเลมากกว่าชาติอื่น
 เมื่อเห็นว่าไทยต่อเรือทำการค้าขายด้วยตนเอง  สามารถเดินเรือไปถึงจีนและญี่ปุ่น  ทำให้ฮอลันดาไม่พอใจ  และเมื่อพวกจีนล้อมคลังสินค้าของฮอลันดา  ฮอลันดาจึงหาเรื่องทะเลาะกับไทย  โดยการทำลายเรือสินค้าและข้าวของของไทยเสียหายและนำเรือรบ
2 ลำมาปิดอ่าวไทย ไทยจึงทำสัญญาสงบศึกกับฮอลันดาที่เมืองปัตตานี

                                ในปี พ.ศ. 2208 พระนารายณ์เริ่มรู้แล้วว่าในอนาคตไทยจะลำบากเลยรีบไปหาพันธมิตรมาถ่วงดุล
จัดหาพวกแขกมุสลิมมาเป็นพวกขุนนาง
มียศและตำแหน่งในราชการและช่วยเหลือทางการค้าด้วย และเป็นเหตุให้พระนารายณ์สร้างป้อมปราการที่ธนบุรีและนนทบุรี
รวมทั้งให้สร้างเมืองลพบุรีเป็นราชธานีอีกแห่งหนึ่งเอาไว้ใช้ตั้งรับป้องกันข้าศึกทางทะเล 

                                ขุนนางที่คุมกระทรวงการคลังในสมัยนั้นจึงเป็นใหญ่เพราะเกี่ยวข้องกับเงินหลวงและการค้าขาย
รวมถึงการต่างประเทศด้วย

                                พ.ศ. 2209
พระนารายณ์พระราชทานที่ดินให้บาทหลวงฝรั่งเศสสร้างวัดเซนโยเซฟ และต้องการให้ฝรั่งเศสเข้ามาถ่วงดุลกับฮอลันดาด้วย

                                จากนั้นมาอีกหลายปีการขัดแย้งกับพวกฝรั่งในทางการค้าก็หมดไป

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s