การใช้งานคอมพิวเตอร์

ตอนที่  44

Wireless อย่างง่าย

                                 

                                การใช้Wireless เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ของเรานั้นเพิ่งจะมานิยมกันได้ไม่นานมานี้เอง
 เมื่อ
Michael Faraday คิดค้นเกี่ยวกับไฟฟ้าและประจุไฟฟ้าได้แล้ว
เราก็มีไฟฟ้าใช้กัน ต่อมาก็มีคนคิดวิธีส่งโทรเลขได้ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ระบบ
Wireless โดยใช้พื้นฐาน ความรู้เกี่ยวกับคลื่น (Wave) และพัฒนามาเป็นระบบ Wireless จนถึงปัจจุบัน

                                 ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า Wireless นั้นยังต้องใช้สายไฟ
(
Wire) อยู่เหมือนเดิม คือใช้สายไฟเชื่อมต่อระหว่างเครื่องกระจายคลื่นสัญญาณกับอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ  คำว่าไร้สายนั้นจะไร้สายเฉพาะระยะทางระหว่างเครื่องรับสัญญาณในเครือข่าย(ตัวรับ)
กับตัวกระจายสัญญาณ(ตัวส่ง)
เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางใดๆ  คลื่นที่ใช้ในระบบ
Wireless นั้นจะมีความถี่ที่สูงมากถึงระดับ
GHz สูงกว่าคลื่นความถี่วิทยุและโทรศัพท์ที่ใช้ความถี่เพียงระดับ
MHz เท่านั้น การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในระบบ Wireless
เป็นคลื่นที่ใช้ความถี่ในกลุ่ม Non-Ionize ซึ่งจะไม่มีผลไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของไอออนในเซลเนื้อเยื่อร่างกายของมนุษย์
และกำลังส่งของสัญญาณ
Wireless นั้นยังต่ำกว่ากำลังส่งสัญญาณของโทรศัพท์มือถือด้วยซ้ำไป
การส่งและรับสัญญาณเป็นระยะเวลานานๆ ก็ไม่ทำให้เกิดการสึกหรอหรือความร้อนสูงถึงขั้นที่จะทำลายอุปกรณ์เชื่อมต่อใดๆ
ได้  กำลังไฟฟ้าที่ใช้กับอุปกรณ์เหล่านี้
ก็เป็นไฟฟ้ากระแสตรง ความดันไฟฟ้าต่ำ
หมดปัญหาในเรื่องการใช้งานระยะยาวแบบต่อเนื่อง

                                ในสำนักงานและบ้านพักอาศัยเริ่มหันมาใช้ระบบ
Wireless กันมากขึ้น โดยเฉพาะการสื่อสารแบบไร้สายด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งการวางระบบ Wireless
นั้นจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องคลื่น ตลอดจนโปรแกรมต่างๆ
ที่จะนำมาใช้จัดการตรวจสอบระบบ
Wireless ด้วยโดยขอแนะนำโปรแกรมฟรีที่ใช้ในการตรวจสอบความครอบคลุมของสัญญาณ
Wireless นั่นคือโปรแกรม NetStumbler  ปัจจุบันเวอร์ชั่น 0.4.0 
และเมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้แล้วให้สังเกตดูว่าสัญญาณ
Wireless ที่เราวางระบบไว้นั้นเป็นสีเขียวหรือไม่ถ้าไม่เป็นสีเขียวต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนย้ายจุดวางอุปกรณ์กระจายสัญญาณเสียใหม่

                                ส่วนการวัดความเข้มของสัญญาณ
Wireless ก็ใช้ประกอบกันกับโปรแกรมดังกล่าวข้างต้นวิธีวัดความเข้มของสัญญาณ Wireless
นั้นให้นำเมาส์ไปวางบนไอคอน Wireless Connection ซึ่งอยู่ที่มุมขวาล่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ จะเห็นรายงาน 3 อย่างปรากฏขึ้นมา คือ Speed , Signal strength และ Status  และหากจะเลือกดูเครือข่ายที่มีทั้งหมดก็ให้คลิกขวาที่เดิม
แล้วเลือก
View Available Wireless Networks

                                กรณีใช้
Windows เป็นตัวสแกนสัญญาณจะต้องใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นค่า
default    
มีรายงานความละเอียดไม่มากนัก กรณีที่ติดตั้งตัวรับสัญญาณ
Wireless จากภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก จะต้องลง Driver ซึ่งมีโปรแกรมช่วยสแกนสัญญาณแทน Windows ได้แต่ต้องเข้าไปคลิกขวาที่
Wireless Network Connection แล้วเข้าไปที่ Properties
เลือกไม่ใช้ Windows เป็นตัวสแกนสัญญาณแต่จะใช้ไดรเวอร์ซอฟต์แวร์เป็นตัวสแกนสัญญาณแทนซึ่งจะเห็นรายละเอียดมากกว่ากัน

                                ช่องสัญญาณของ
Wireless โดยทั่วไปมี 13 ช่อง
โดยใช้ความถี่ระหว่าง
2.400-2.483 GHz แต่ใช้ได้จริงเพียง 3
ช่อง คือช่อง 1 ช่อง 6 และช่อง
11 โดยมีช่วงห่างกัน 5 ช่องสัญญาณ
ฉะนั้นการวางระบบ
Wireless จึงจำเป็นต้องใช้โปรแกรม NetStumbler มาตรวจสอบความครอบคลุมของสัญญาณในบริเวณนั้นว่ามีสัญญาณของช่องใดบ้างที่ใช้งานอยู่ก่อนแล้วให้เราเลี่ยงไปใช้ช่องอื่นสัญญาณจะได้ไม่ตีกันเอง

                                ในวงการ Wireless จะมีสถาบันวิศวกรอิเลคโทรนิคและไฟฟ้า
หรือ
IEEE ( Institute of Electrical and Electronics
Engineers )
เป็นผู้กำกับและดูแลมาตรฐาน
ในปัจจุบันได้มีมาตรฐานอุปกรณ์
Wireless จาก a – z แต่ที่นิยมใช้กันจะมีเฉพาะมาตรฐาน a มาตรฐาน
b และมาตรฐาน g
  ส่วนมาตรฐาน n นั้น เป็นมาตรฐานที่เพิ่งจะถูกนำมาใช้ในปี
2009 นี้แต่ยังไม่เป็นที่นิยมหรือแพร่หลายมากนัก  สำหรับทางเอกชนก็มีการตั้งองค์กร WI-FI
หรือ Wireless Fidelity Organization
 ขึ้นมาควบคุมการใช้เครื่องหมายการค้า WI-FI
Certificated โดยมีกว่า 300 บริษัทเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย

                                ในภาครัฐจะมีคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร
หรือเรียกย่อๆ ว่า
FCC (Federal
Communications Commission) วางระเบียบเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
ทางด้านการสื่อสารและการโทรคมนาคม 
อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์จะต้องได้รับการรับรองมาตรฐานจาก
FCC ก่อนที่จะถูกนำไปใช้หรือจำหน่ายใน USA และแบ่งคอมพิวเตอร์ออกเป็น
2 ประเภท คือ
Class A ใช้ในงานด้านธุรกิจหรืออุตสาหกรรม
และ
Class B ที่ใช้ตามบ้าน

                                ในตอนต่อไปจะลองวางระบบ
Wireless อย่างง่ายเพื่อใช้ในบ้านหรือที่ทำงานของเราโดยมีค่าใช้จ่ายไม่มากและไม่ต้องไปจ้างช่างตามร้านให้เปลืองเงินและหรือต้องเสียค่าบริการแพงๆ
โดยไม่จำเป็น

ข้อความนี้ถูกเขียนใน คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s